วันอังคารที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2556

ความจำที่หายไป (เมื่อสู่วัยชรา) : วิธีป้องกันโรคสมองเสื่อม



วิธีป้องกันโรคสมองเสื่อม
๑.      ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ช่วยกระตุ้น เบรนโกร็ธแฟคเตอร์ (btain growth factor) และขบวนการทั้งหมดในการผลิตเซลล์สมองใหม่
๒.      มีสังคม คนที่ไม่ติดต่อกับสังคมไม่ว่ากับครอบครัว หรือเพื่อนฝูง มีความเสี่ยงต่อการมีปัญหาด้านความจำสูงขึ้นกว่าคนที่ติดอยู่ในสังคมอย่างเหนียวแน่น
๓.      อาหารที่รับประทาน รับประทานผักและผลไม้ให้มากเข้าไว้ ดื่มน้ำชาเขียว และอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระให้มากขึ้น เพื่อช่วยปกป้องสมองไม่ให้เกิดสนิม อาหารที่มีโอเมก้า-3 (ปลาแซลมอน, เทราท์, ทูน่า) เป็นอาหารที่ดีสำหรับสมองและความจำ
๔.     จัดการกับความเครียด เมื่อมีความเครียดสมองจะมีการหลั่ง คอร์ติโซล (cortisol) เข้าทำลายประสาทซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทำให้มีปัญหาเรื่องความจำตามมา เมื่อมีความเครียดต่อเนื่องมาระยะหนึ่ง จะรู้สึกว่ามีการจดจำอะไรบางอย่างได้ยากขึ้นกว่าเดิม
๕.     นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ การนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอเป็นเรื่องสำคัญที่จะทำให้สมองมีการรวบรวมเรื่องราวและความจำใหม่ๆ เข้าไป แล้วสามารถเรียกกลับเอามาใช้ในภายหลังได้อย่างดีขึ้น การนอนหลับไม่เพียงพอทำให้สมองสร้างสายใยประสาทในฮิปโปแคมปัสได้น้อยลง ทำให้มีปัญหาเรื่องความจำ สมาธิ และการตัดสินใจ
๖.      อย่าสูบบุหรี่ นอกจากการสูบบุหรี่จะเป็นการทำร้ายหลอดเลือดโดยตรงแล้ว ยังทำให้เกิดภาวะ stroke คือ หลอดเลือดตีบหรือแตกได้ หลอดเลือดที่ตีบแคบลงทำให้สมองได้รับออกซิเจนได้ไม่เพียงพอ
๗.     เดินเพื่อสู้โรคความจำเสื่อม นักวิจัยชี้ว่า การเดินสัปดาห์ละ ๖ – ๙ ไมล์ สามารถป้องกันเนื้อเยื่อสมองหดฝ่อตัวและความจำเสื่อมได้
สารอาหารเพื่อช่วยชะลอและป้องกันสมองเสื่อม
            วิตามิน บี นักวิจัยพบว่า วิตามิน บี ปริมาณสูงช่วยชะลอการหดตัวของเซลล์ประสาทได้ และช่วยชะลอการรุกคืบของโรคความจำเสื่อมได้ ซึ่งเป็นความหวังหนึ่งในการรักษาแบบปลอดภัยเพื่อช่วยชะลอโรคที่เกิดขึ้นมาแล้วกับผู้ป่วยที่มีความจำเสื่อมอย่างอ่อนๆ เพราะมีระดับโฮโมซีสเตอีนสูง วิตามิน บี ทำให้ให้ระดับโฮโมซีสเตอีนในร่างกายลดลงได้
            โอเมก้า-3 นักวิจัยพบว่ากรดไขมันโอเมก้า-3 ที่พบได้ในปลาทะเล, เมล็ดพืชและถั่วต่างๆ สามารถทำให้ระดับโฮโมซีสเตอีนที่อันตรายในร่างกายลดลงได้ด้วยการไปลดความว่องไวในการทำงานของเอ็นไซม์ที่จำเป็นในการสร้างกรดอะมิโนตัวอันตรายนี้
            ฟลาโวนอยด์และแอนโธไซยานิดิน นักวิจัยพบว่า การรับประทานบลูเบอรี่และสตอรเบอรี่มากๆ จะช่วยชะลออาการความจำเสื่อมของสตรีวัยชราออกไปได้อีก 2.5 ปี การได้รับแอนโธไซยานิดิน และฟลาโวนอยด์ รวมหลายๆ ชนิด มีความสัมพันธ์ในการชะลอความรุนแรงของความจำเสื่อมที่จะนำไปสู่อัลไซเมอร์ในที่สุด
            เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว หนทางที่ดีที่สุด ก็คือการป้องกันตั้งแต่เนิ่นๆ นะครับ ...
11 กันยายน 2556

วันอาทิตย์ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2556

ความจำที่หายไป (เมื่อสู่วัยชรา)



ความจำที่หายไป (เมื่อสู่วัยชรา)
            เราทุกคนคงเคยมีอาการหลงลืมบางครั้ง ลืมว่าวางกุญแจ หรือแว่นตาเอาไว้ที่ไหน บางครั้งก็ลืมชื่อหรือเบอร์โทรศัพท์คนคุ้นเคยไปเสียสนิท แต่ก็ไม่ใช่ว่าการหลงลืมเหล่านี้เกิดขึ้นเพราะว่า “เราแก่ไปเสียแล้ว” ควรทำความเข้าใจให้ได้ว่าการลืมแบบธรรมดาอาจเกิดขึ้นได้จากความเครียด หรือมีสาเหตุจากเรื่องที่กำลังกวนใจอยู่ ต่างกับปัญหาความจำเสื่อมอย่างไร
อะไรคือลืมแบบธรรมดาและอะไรที่ไม่ใช่
            คนสูงอายุมักบ่นเรื่องหลงๆ ลืมๆ พยายามที่จะเล่าเรื่องภาพยนตร์ที่ได้ดูไปแต่ก็ลืมไปว่าชื่อเรื่องอะไร หรือบางครั้งรีบเดินเข้ามาในครัวอย่างรวดเร็วแล้วก็ลืมไปแล้วว่าจะเข้ามาทำอะไรเป็นต้น เหล่านี้เป็นเรื่องน่าหงุดหงิดแต่ก็ไม่มีอะไรที่น่าเป็นห่วง
            เมื่อเราแก่ตัวขึ้น สภาพจิตใจที่เปลี่ยนแปลงไปเนื่องจากการทำงานของประสาทที่มีข้อบกพร่องเกิดขึ้น ทำให้ต้องใช้เวลานานขึ้นเพื่อทำการเรียนรู้หรือเรียกข่าวสารหรือข้อมูลต่างๆ เหล่านั้นกลับขึ้นมาไม่ว่องไวและรวดเร็วเหมือนเมื่อก่อน และมักเข้าใจผิดว่าการเชื่องช้าเหล่านี้เป็นเพราะว่าความจำเรื่องเสื่อม
(dermentia) ซึ่งคนส่วนใหญ่ถ้าให้เวลาในการคิดมากขึ้น ข้อมูลและข่าวสารเหล่านั้นก็จะกลับคืนมาได้
การหลงลืมเพราะขบวนการชราหลีกเลี่ยงได้
            สมองมีความสามารถผลิตเซลล์สมองขึ้นมาใหม่ได้ในทุกวัย ดังนั้นการหลงลืมไม่ได้เกิดจากอายุที่มากขึ้น หากเปรียบเทียบให้เข้าใจคือ เหมือนกับความแข็งแรงของกล้ามเนื้อในร่างกาย ถ้าไม่ได้ใช้มันก็จะอ่อนแอลง ดังนั้นการดำเนินชีวิต วิธีการรักษาสุขภาพ และกิจกรรมประจำวันส่งผลกระทบอย่างมากกับสุขภาพของสมอง ไม่ว่าจะอายุเท่าไร ยังมีหลายทางให้ใช้ปรับปรุงความว่องไวของความทรงจำ ป้องกันการหลงลืมและปกป้องเนื้อสมองสีเทาของเราไว้
            ไม่เพียงเท่านั้น ความสามารถหลายอย่างไม่ได้รับผลกระทบจากอายุที่มากขึ้น
            - ความสามารถในการทำบางสิ่งบางอย่างที่ทำอยู่ประจำ และยังคงทำอยู่
            - ความฉลาด และรอบรู้ที่ได้รับจากประสบการณ์ของชีวิต
            - สามัญสำนึกที่มีอยู่แต่ดั้งเดิม
            - ความสามารถในการให้เหตุผลและการตัดสินใจ
            คนส่วนใหญ่ความจำที่หายไปบางครั้งบางคราว ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตที่จะต้องวิตกกังวลมากจนเกินไป
การหลงลืมแบบปกติที่มาพร้อมกับวัยชรา
            การหลงลืมแบบปกติที่ไม่ใช่สัญญาณของการเริ่มมีความจำเสื่อม
            - ลืมว่าวางของใช้ประจำตัวเอาไว้ที่ไหน
            - ลืมชื่อคนรู้จัก หรือเรียกคนที่มีความคล้ายคลึงกันสลับกัน
            - ลืมตารางนัดหมายเป็นบางครั้ง
            - มีปัญหาในการจำบางสิ่งบางอย่างที่เพิ่งอ่านไป หรือรายละเอียดของการสนทนา
            - จิตใจว้าวุ่นสับสนได้ง่าย
            - เดินเข้าไปในห้อง แล้วยืนงงว่าจะเข้ามาทำอะไร
            - ไม่เชิงว่าจะจำเรื่องนี้ไม่ได้ “มันติดอยู่ที่ริมฝีปากนี่แหละ”
อาการหลงลืมมีผลกระทบต่อความสามารถในการทำงานหรือไม่
            อาการหลงลืมเพราะอายุมากขึ้นอาจมีผลกระทบต่อชีวิตประจำวันไปบ้างก็ไม่ก่อปัญหาอะไร แต่ถ้าอาการมีมากขึ้นเรื่องๆ และส่งผลกระทบกับการทำงาน งานอดิเรก ความสัมพันธ์ทางสังคม และครอบครัว นั้นอาจเป็นสัญญาณของโรคอัลไซเมอร์ หรือโรคอื่นๆ ที่ทำให้เกิดเป็นโรคความจำเสื่อมได้
            ความที่เปลี่ยนแปลงเพราะอายุมากขึ้น
            1. ยังสามารถทำกิจกรรมประจำได้ แม้จะหลงลืมไปบ้างบางคราว
            2. สามารถเรียกคืนหรืออธิบายลักษณะสิ่งที่หลงลืมนั้นได้ในภายหลัง
            3. อาจหลงทิศไปบ้าง แต่จำทางกลับบ้านของครอบครัวได้
            4. บางครั้งแม้หาคำพูดให้เหมาะสมไม่ค่อยถูก แต่ก็ยังคงสนทนาต่อไปได้
            5. มีการตัดสินใจในเรื่องต่างๆ ได้เหมือนที่เคยทำมา
            อาการที่อาจเป็นสัญญาณของความจำเสื่อม
            1. รู้สึกว่าการจัดการเรื่องที่เคยทำเป็นกิจวัตรเป็นเรื่องยากขึ้น หรือลืมว่าจะทำเรื่องนี้ งๆ ที่แต่ก่อนก็เคยทำมาแล้วหลายครั้ง
            2. ไม่สามารถเรียกคืนความจำ หรืออธิบายลักษณะบางสิ่งที่ลืมไปได้
            3. หลงทางไม่สามารถกลับบ้านของตัวเองได้ ไม่สามารถจดจำทิศทางได้เลย
            4. ลืมการใช้คำต่างๆ บ่อยครั้ง ใช้คำอย่างสับสนไม่ถูกต้อง พูดซ้ำคำหรือวลีเดิมๆ ในการสนทนา
            5. มีปัญหาในการตัดสินใจ อาจแสดงการตัดสินในหรือใช้คำพูดแย่ๆ ออกมา หรือปฏิบัติตัวในวงสังคมอย่างไม่เหมาะสม
                        หากว่าคนที่คุณรักมีสัญญาณเหล่านี้ออกมา อย่าเพิ่งรู้สึกโกรธหรืออารมณ์เสีย คุณจะต้องมีความอดทนอย่างมากและสังเกตอาการอย่างระมัดระวัง หรือปรึกษาแพทย์เพื่อแก้ไขหรือชะลอปัญหาโดยเร็ว
ต้นเหตุที่ทำให้สูญเสียความจำ
            ● ผลข้างเคียงจากการใช้ยา การใช้ยาหลายชนิดมีผลข้างเคียงทำให้เกิดปัญหาของความทรงจำ และหลงลืมได้ ซึ่งมักเกิดปัญหากับผู้สูงอายุ เพราะผู้สูงอายุย่อยสลายและดูดซึมยาได้ช้ามาก ส่วนใหญ่เป็นยาทั่วไปที่ให้ผลกับความจำและการทำงานของสมอง เช่น ยานอนหลับ ยาแก้แพ้ ยาโรคความดันโลหิต ยาโรคข้ออักเสบ ยาแก้ปวด เป็นต้น
            ● โรคซึมเศร้า มักเกิดเป็นปัญหากับผู้สูงอายุโดยเฉพาะอย่าง่ยิ่งถ้ามีสังคมและกิจกรรมน้อยกว่าที่เคยมีอยู่ในอดีต หรือมีการสูญเสียสิ่งสำคัญหรือสิ่งที่เป็นหลักของชีวิตไป เช่น การเกษียณอายุการทำงาน, ตรวจพบว่ามีโรคที่ร้ายแรง, สูญเสียบุคคลที่เป็นที่รัก เป็นต้น
            ● การขาดวิตามิน บี 12 ซึ่งจำเป็นและสำคัญสำหรับการทำงานของเส้นประสาทที่แข็งแรง การขาดวิตามิน บี 12 ทำให้เกิดความเสียหายต่อระบบประสาทอย่างถาวร ผู้สูงอายุมีอัตราการดูดซึมสารอาหารนี้ต่ำลง จึงเป็นเรื่องยากที่จะทำให้ได้รับวิตามิน บี 12 มากตามที่ร่างกายต้องการได้ ถ้าคุณทราบว่ามีอาการขาดวิตามิน บ 12 ตั้งแต่เนิ่นๆ ก็สามารถพลิกฟื้นปัญหาความทรงจำให้กลับคืนมาได้
            ● ปัญหาต่อมไทรอยด์ ต่อมไทรอยด์มีหน้าที่ควบคุมกระบวนการเมตาบอลิซึ่ม ถ้าขบวนการนี้ทำงานเร็วเกินไป จำทำให้รู้สึกสับสน และถ้าช้าเกินไปจะเฉื่อยชาและซึมเศร้า
            ● การดื่มแอลกอฮอล์ การดื่มมากเกินไปทำให้ให้เซลล์สมองสูญเสียความทรงจำ เพิ่มความเสี่ยงของโรคความจำเสื่อม
            ● การขาดน้ำ การขาดน้ำอย่างรุนแรงทำให้สับสน เซื่องซึม สูญเสียความจำ และอาการหลายอย่างที่คล้ายกับความจำเสื่อม การดื่มน้ำวันละ 6-8 แก้วจึงเป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะคนที่รับประทานยาขับปัสสาวะ และยาถ่าย หรือคนที่เป็นเบาหวาน น้ำตาลในเลือดสูง หรือท้องร่วง
คราวหน้าเราจะมาดูเรื่องการป้องกันโรคสมองเสื่อมกันครับ ...
26 สิงหาคม 2556

วันจันทร์ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

น้ำมันปลา ชนิด ไฮ-เอนด์ (hi-end) ประโยชน์ที่ไร้มลพิษจากทะเล



น้ำมันปลา ประโยชน์ที่ไร้มลพิษจากทะเล
        ประโยชน์ของกรดไขมันจำเป็นชนิดไม่อิ่มตัว โอเมก้า-3 ในน้ำมันจากปลาทะเลน้ำหนาว ซึ่งได้แก่ EPA ( eicosapentaenoic acid) และ DHA (docosahexaenoic acid) ในด้านการป้องกันและบรรเทาอาการโรคต่างๆ มากมาย อาทิเช่น โรคเกี่ยวกัวหัวใจ, โรคหลอดเลือด, สโตร็ค (stroke), เบาหวาน, ข้ออักเสบ, หอบหืด, โรคภูมิคุ้มกันทำร้ายตัวเอง เช่น SLE เรื้อนกวาง แม้กระทั่งโรคมะเร็ง เป็นเรื่องที่นักวิจัยยังคงทำงานอย่างต่อเนื่องเพื่อรายงานผลที่เป็นประโยชน์ต่อมนุษย์
        ผู้เชี่ยวชาญบางคนยังแนะนำให้ทุกคนรับประทานปลาทะเลอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง เพื่อประโยชน์ต่อสุขภาพของหลอดเลือดและหัวใจ และลดอัตราการเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจล้มเหลว แต่หากได้อ่านงานการศึกษาเหล่านั้นอย่างละเอียดจะเห็นว่า การรับประทานกรดไขมันโอเมก้า-3 ให้เกิดประโยชน์ตามผลงานการกับโรคหลอดเลือดหัวใจ, ข้ออักเสบรูมาตอยด์, โรคข้ออักเสบ และอื่นๆ จะแนะนำให้รับประทาน EPA และ DHA รวมกันให้ได้วันละ 2,000–5,000 มิลลิกรัม สมาคมโรคหัวใจของสหรัฐอเมริกา (The American Heart Association) แนะนำให้ผู้ใหญ่ที่ยังมีสุขภาพดีควรได้รับ EPA+DHA วันละ 650-1,000 มิลลิกรัม องค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำให้รับประทานวันละ 300-500 มิลลิกรัม
        การรับประทานปลาแต่ละชนิดก็ให้ปริมาณ EPA/DHA แตกต่างกันออกไป ยกตัวอย่างเช่น ปลาแซลมอนธรรมชาติ กินแพลงตอนและสาหร่ายทะเลที่มีกรดไขมันโอเมก้า-3 ชนิด ALA ทำให้ปลากลุ่มนี้อุดมไปด้วยกรดไขมัน EPA และ DHA ส่วนปลาแซลมอนเลี้ยงได้กินอาหารจากฟาร์มที่ทำจากถั่วเหลือง, ข้าวโพด, รำข้าว ทำให้มีไขมันที่มีโอเมก้า-6 สูง
น้ำมันปลาแคปซูลชนิด โลว์-เอนด์ (Low-End grade) และ ไฮ-เอนด์ (Hi-End grade)
        น้ำมันปลาชนิดไฮ-เอนด์ หรือบางครั้งเรียกว่า “น้ำมันปลาเกรดยา” มีปริมาณ EPA และ DHA สูงกว่าชนิดโลว์-เอนด์ การรับประทานน้ำมันปลาชนิดโลว์-เอนด์ที่ 1 แคปซูลหนัก 1,000 มิลลิกรัม จะมี EPA อยู่ 180 มิลลิกรัม และ DHA อยู่ 120 มิลลิกรัม นอกนั้นเป็นกรดไขมันหลายชนิดและคอเลสเตอรอล หากว่าต้องการรับประทานตามที่นักวิจัยแนะนำเพื่อบรรเทาอาการเจ็บป่วย เพื่อให้ได้ EPA+DHA จำนวน 1,500 มิลลิกรัม ต้องรับประทานถึง 5 แคปซูล ซึ่งอาจทำให้เรอ หรือลมหายใจมีกลิ่นคาวปลา หรืออาจทำให้ท้องร่วงเกิดขึ้น แต่การรับประทานชนิดไฮ-เอนด์นั้น ซึ่งใน 1 แคปซูลมี EPA อยู่ 330 มิลลิกรัม และมี DHA อยู่ 220 มิลลิกรัม ก็สามารถรับประทานเพียง 3 แคปซูลเกินพอ
        ความแตกต่างที่สำคัญของเกรดไฮ-เอนด์ และโลว์-เอนด์ คือ ความบริสุทธิ์ของน้ำมันปลาจากสารพิษปนเปื้อน แม้องค์การอาหารและยา (อย.) จะกำหนดมาตรฐานแสดงค่าสิ่งปนเปื้อนที่ยอมรับได้ในผลิตภัณฑ์ทุกชนิดเอาไว้แล้ว แต่มาตรฐานของโรงงานที่ผลิดน้ำมันปลาเกรดไฮ-เอนด์ สามารถมีขบวนการผลิดที่สกัดเอาสารพิษออกไปได้มากกว่า แม้จะต้องสิ้นเปลืองวัตถุดิบในการผลิตมากขึ้น (1 แคปซูลของน้ำมันปลาชนิดไฮ-เอนด์ ใช้วัตถุดิบเป็น 3 เท่าของชนิดโลว์-เอนด์ 1 แคปซูล)
โลหะหนักและสารพิษในปลาทะเล
        ในท้องทะเลอุดมไปด้วยสารพิษจากโรงงานอุตสาหกรรม, ยาฆ่าแมลงที่ไหลมาจากบนบก ปนมากับน้ำในแม่น้ำลำคลอง ในที่สุดก็จะจบลงที่ทะเล ทำให้ปลาและอาหารทะเลมีสารพิษเช่น สารปรอท, ตะกั่ว, PCBs, ไดออกซิน ปะปนอยู่ในเนื้อ ไขมัน และหนังของปลา และสัตว์ทะเล เมื่อเราบริโภคอาหารทะเลเข้าไปก็ได้รับสารพิษดังกล่าวเข้าไปด้วย
PCBs (polychlorinated biphenyls) เป็นสารเคมีที่ไม่มีสีไม่มีกลิ่น เป็นสารพิษตกค้างจากอุปกรณ์ไฟฟ้า ที่ถูกระงับใช้ในปี ค.ศ. 1976 เพราะมีความเป็นพิษต่อมนุษย์อย่างมาก แต่ก็ยังตกค้างอยู่ในสิ่งแวดล้อมอีกนานหลายปี ในที่สุดความเป็นพิษของ PCBs ก็จะสิ้นสุดที่ทะเล
สารปรอท เมื่อไปอยู่ในน้ำหรือน้ำทะเลจะถูกแบคทีเรียที่ก้นทะเลเปลี่ยนให้กลายเป็น เมททิลเมอคิวรี่ (methymercury) ซึ่งถูกใช้เป็นอาหารในห่วงโซ่อาหารชั้นล่างสุดเหมือนๆ กับแพลงตอน ปลาเล็กปลาน้อยก็จะมากิน จากนั้นปลาใหญ่ก็มากินปลาเล็กอีก คนก็กินปลาต่อไปก็ได้รับสารพิษจากปรอทโดยทั่วหน้ากัน
การปรุงอาหารให้สุกไม่สามารถทำให้พิษเหล่านี้สูญหายไปได้ PCBs สะสมอยู่ในชั้นไขมันของปลาและอาหารทะเลทั้งหลาย หากจะรับประทานปลาก็ต้องลอกหนังและชั้นไขมันออกเพื่อให้สารพิษออกไปเสียบ้าง แต่ก็ทำให้โอเมก้า-3 หรือน้ำมันปลาก็ถูกลอกออกไปด้วยเช่นกัน ส่วนสารปรอทไม่สามารถขจัดออกได้อย่างง่ายเช่นกัน จะต้องใช้ขบวนการที่เรียกว่า “โมเลกุลาดิสทิลเลชั่น (molecular distillation)” ที่อยู่ในขบวนการทำอาหารเสริมน้ำมันปลา ขบวนการนี้เป็นกรรมวิธีที่ทำภายใต้สุญญากาศ ที่อุณหภูมิต่ำมากและใช้เอ็นไซม์ที่จะเอาโลหะหนัก, ไวตามินบางชนิด และไขมันอิ่มตัวออกไป เหลือไว้แต่กรดไขมันจำเป็นโอเมก้า-3 ที่ต้องการ

อ้างอิง : Joseph C. Maroon, M.D. and Jeffrey Bost, P.A.C. Fish oil the natural anti-inflammatory, Basic Health Publications, Inc.2006

เจ็บป่วยไม่มีความหมาย หากเข้าใจการป้องกัน ตอนที่ 4



ปัจจัยเกื้อหนุนอะไรบ้างที่ไปส่งเสริมให้อนุมูลอิสระถูกผลิตมากขึ้น
1.) ความเครียด
ความเครียดทางอารมณ์และกายทำให้อนุมูลอิสระเพิ่มขึ้น ความเครียดเพียงเล็กน้อยคงไม่ทำให้เพิ่มมาก แต่ความเครียดมากหมายถึง การตอบสนองทางอารมณ์มาก จะทำให้มีอนุมูลอิสระเพิ่มมาก ความเครียดทำให้มีการเผาผลาญพลังงานมาก อนุมูลอิสระจึงเกิดมาก

2.) มลพิษในอากาศ
เป็นภาวะที่เกิดมากในยุคปัจจุบัน มลภาวะในอากาศประกอบด้วย ไนโตรเจนไดออกไซด์ (NO2) ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2) โอโซน (O3) โมเลกุลของไฮโดรคาร์บอน (hydrocarbon molecules) ต่างๆ ควันเขม่า ฝุ่นละเอียด คาร์บอนมอนน๊อคไซด์ (CO) ฯลฯ ทั้งหมดนี้ก่อให้เกิดอนุมูลอิสระ

สารอันตรายในอากาศเหล่านี้เป็นผลผลิตก่อขึ้นโดยมนุษย์ อาทิเช่น ควันจากท่อไอเสียรถยนต์ จากโรงงานอุตสาหกรรม จากการเผ่าป่าไม้ จากการเผาขยะซึ่งมีขยะพลาสติกอยู่ด้วย

การใช้ยาฆ่าแมลง ฆ่าวัชพืช ฉีดทำให้กระจายปนเปื้อนในอากาศ ทั้งนี้ความทั้งการใช้สารเคมีในอุตสาหกรรมต่างๆ ทำให้แพร่กระจายไปในอากาศ ปัญหาเหล่านี้เป็นเรื้อรังเกิดขึ้นทั่วโลก โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ที่มีควันเสียจากรถยนต์มาก และถ้าอยู่ใกล้ป่าที่มีการเผาทำลายจะยิ่งได้รับควันพิษเหล่านี้มาก พบว่า เมืองที่มีการถ่ายเทอากาศไม่ดี จะมีสถิติการเกิดมะเร็งปอดสูงกว่าเมืองอื่นที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก มลภาวะในอากาศก่อให้เกิดโรค เช่น หอบหืด แพ้อากาศ หลอดลมอักเสบ โรคหัวใจ และมะเร็ง เป็นต้น ฝุ่นละอองในอากาศที่ทำให้เกิดโรคเฉพาะอาชีพนั้นๆ เช่น กรรมกรที่ทำเหมืองแร่, กรรมกรโรงงานอุตสาหกรรมได้รับสารเคมีต่างๆ หลายชนิด เช่นมะเร็งเยื่อหุ้มปอด ฯลฯ

3.) ควันบุหรี่
เราอาจคิดว่ามลพิษในอากาศที่กล่าวมามีอันตรายมาก แต่สำหรับผู้สูบบุหรี่แล้วควันบุหรี่ร้ายแรงยิ่งกว่า ดังที่ทราบกัน การสูบบุหรี่ทำให้เกิดถุงลมโป่งพอง โรคหอบหืด หลอดลมอักเสบ โรคหลอดเลือดแข็ง และที่ร้ายแรงคือ มะเร็งปอด สารพิษที่มากับควันบุหรี่คือ นิโคติน น้ำมันดิน สารปนเปื้อนอื่นๆ เช่น สารเคมี สารโลหะหนัก นอกจากนี้ผู้ที่ไม่ได้สูบเองแต่อยู่ในที่มีผู้อื่นสูบเป็นประจำและห้องอับ ก็จะได้รับผลกระทบเช่นกัน เรียกกันว่า ผู้สูบบุหรี่มือสอง สารที่อยู่ในควันบุหรี่เหล่านี้ ก่อนให้เกิดอนุมูลอิสระและเป็นพิษ การงดสูบบุหรี่จะดีที่สุด ผู้ที่ยังงดไม่ได้ ก็ให้รับประทานผัก-ผลไม้มากๆ และรับประทานวิตามินซี ปริมาณสูงและแอนติออกซิแดนท์อื่นๆ จะช่วยได้

4.) น้ำและอาหารที่ปนเปื้อน
จากการพัฒนาประเทศสู่อุตสาหกรรมและการเกษตรที่ใช้สารเคมีอย่างมาก สารเคมีต่างๆ ที่ใช้จะปนเปื้อนแทรกซึมสู่แหล่งน้ำ แม้แต่น้ำฝนก็ปนเปื้อนเพราะสารเคมีเหล่านี้ปนเปื้อนอยู่ในอากาศ เมื่อฝนตกลงมา ก็จะซะเอาสารเคมีปนเปื้อนไปด้วย เราไม่สามารถรู้ได้ว่าน้ำที่เราบริโภคนั้นสะอาดแค่ไหน หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 มีสารเคมีผลิตขึ้นมากกว่า 60,000 ชนิด ปีละประมาณ 1,000 ชนิด เช่น สารกำจัดวัชพืช สารกำจัดแมลง สารกำจัดเชื้อรา ที่ใช้ในการผลิตอาหาร สารเคมีเหล่านี้รวมทั้งโลหะหนัก เมื่อรับประทานเข้าไปก่อให้เกิดออกซิเดตีฟ สเตรส (oxidative stress) เป็นอันตรายมากต่อสุขภาพ สารเคมีเหล่านี้ช่วยให้อุตสาหกรรมการผลิตอาหารผลิตได้จำนวนมหาศาล แต่ต้องแลกกับสุขภาพของประชาชน สำหรับอาหารประเภทเนื้อสัตว์ที่ปรุงด้วยการปิ้ง ทอด เผา ทำให้บางส่วนอาจไหม้เกรียมหรือเกิดควันติดค้างไปกับอาหาร หรือการทอดในน้ำมันซ้ำหลายๆ ครั้งเหล่านี้ก่อให้เกิดสารก่อมะเร็ง เมื่อรับประทานย่อมเป็นอันตรายเพราะเป็นสารเคมีที่ทำให้เกิดออกซิเดตีฟ   สเตรส การรับทานบ่อยครั้งจะมีอันตราย เพิ่มปัจจัยเสี่ยง จึงควรหลีกเลี่ยง การดื่มน้ำสะอาดจึงจำเป็นอย่างยิ่ง ผักต้องล้างให้ดีก่อนบริโภค ล้างในน้ำด่างหรือล้างในน้ำที่ผสมน้ำยาล้างผักจะช่วยได้

5.) ยาและรังสี
ยาทุกชนิดที่เรารับประทานส่วนใหญ่คือ สารเคมี และเป็นสารแปลกปลอม ซึ่งร่างกายต้องย่อยสลายและขจัดออกไป จึงไปทำอันตรายต่อขบวนการย่อยสลายที่ตับและส่วนอื่นๆ ของร่างกายได้ เป็นการไปเพิ่มออกซิเดตีฟ สเตรส เพิ่มอนุมูลอิสระ ปัจจุบันทั่วโลกใช้ยาจำนวนมาก จำนวนหนึ่งเกิดผลข้างเคียงและทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิต

รังสีซึ่งในในการรักษาโรคมะเร็งนั้นมีคุณสมบัติทำให้มีการแตกตัวของไอออน (ion) ของธาตุที่เป็นองค์ประกอบของเนื้อเยื่อ-เซลล์ (ionization) มีอันตรายทั้งต่อเซลล์มะเร็งและเซลล์ปกติที่อยู่ใกล้เคียง ซึ่งเป็นการทำให้เกิดออกซิเดตีฟ สเตรส ต่อเซลล์ เกิดอนุมูลอิสระนอกจากนี้เรายังได้ใช้เอกซเรย์และสารกัมมันตรังสีในการวินิจฉัยและรักษาโรค จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องป้องกันอย่างดี และไม่ใช้เกินความจำเป็น


6.) รังสีอัลตราไวโอเลตจากแสงอาทิตย์ (Ultraviolet sunlight)
แสงอาทิตย์มีประโยชน์มหาศาล เราต้องการแสงอาทิตย์เพื่อกระตุ้นวิตามิน ดี ซึ่งจำเป็นในการทำให้กระดูกและฟันมีสุขภาพและช่วยป้องกันมะเร็ง แต่ถ้าได้รับมากเกินไป ก็จะเป็นอันตราย โดยเฉพาะคนผิวขาว สำหรับคนผิวสี เช่น คนไทย เม็ดสีในผิวหนังเมลานิน (melanin) ช่วยป้องกันได้บ้าง เนื่องจากบรรยากาศระดับสูงมีโอโซน (ozone) ช่วยกั้นและลดปริมาณรังสีอัลตราไวโอเลต ซึ่งถ้ามีปริมาณมากจะมีอันตรายเพราะจะไปลดภูมิคุ้มกันของเซลล์ (cellular immunity) ลง ทำให้มีโอกาสติดเชื้อได้ง่าย ปัจจุบันชั้นโอโซนถูกทำลายไปมากทำให้บางลงและมีรูโหว่ ทั้งนี้เนื่องจากมีการใช้สารคลอโรฟลูโอโรคาร์บอน (chloro-fluorocarbons) จากการใช้สเปรย์ชนิดต่างๆ และใช้ในการทำความเย็น เช่น ฟรีอ้อน (Freon) รั่วซึมออกมาลอยไปสู่บรรยากาศทำลายชั้นโอโซน รังสีอัลตราไวโอเลตเป็นสาเหตุทำให้เกิดมะเร็งผิวหนังในคนผิวขาวจำนวนมากและเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ สำนักงานป้องกันสิ่งแวดล้อมสหรัฐอเมริกา (U.S. Environmental Protection Agency) ประมาณว่า ชั้นบรรยากาศโอโซนจะลดลง 40% ในปี 2075 ส่งผลให้มีผู้ป่วยเป็นมะเร็งผิวหนังเพิ่มขึ้น 154 ล้านราย และเสียชีวิต 3.4 ล้านรายทั่วโลก

แสงอาทิตย์เป็นสาเหตุโดยตรงของการเกิดต้อกระจก รังสีอัลตราไวโอเลตบี (ultraviolet B, UVB) เป็นตัวสำคัญ แต่รังสีอัลตราไวโอเลตเอ (UVA) ก็มีส่วนด้วย รวมทั้งแสงแถบสีน้ำเงินที่ตามมองเห็น (visible blue light) เมื่อได้รับปริมาณที่สูงทำให้อัตราการเกิดต้อกระจกเพิ่มขึ้น 60% ในปัจจุบันมีคนเป็นต้อกระจกทั่วโลก 20 ล้านคน และเป็นสาเหตุที่ทำให้ตาบอดครึ่งหนึ่งของตาบอดทั้งหมด นอกจากนี้ UV ยังทำอันตรายต่อประสาทรับภาพเรตินา (retina) อีกด้วย ฉะนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงการถูกแสงแดดจัดนานๆ แสงแดดตอนเช้าไม่แรง ได้รับในช่วงเวลาสั้นๆ จะมีประโยชน์ หากต้องถูกแสงแดดจัดเป็นเวลานานๆ ควรป้องกันด้วยร่มที่ป้องกันรังสี UV ใช้แว่นกันแดดเสมอ ใช้ครีมป้องกันรังสี UV ทาผิวหนังเมื่อต้องถูกแดดจัดเป็นเวลานาน นอกจากนี้ การรับประทานแอนติออกซิแดนท์จะช่วยป้องกันได้

7.) โลหะที่เป็นพิษ (Toxic metals)
สารโลหะหนักนั้นปนเปื้อนดินและน้ำโดยทั่วจากการพัฒนาประเทศไปสู่อุตสาหกรรม ในประเทศไทยจะพบปริมาณโลหะหนักอยู่ในดินและน้ำ ได้แก่ สารตะกั่ว ทองแดง โคบอลท์ ปรอท อะลูมิเนียม และแคดเมียม ฯลฯ สารเหล่านี้ยังมีอยู่ในเครื่องสำอาง อุปกรณ์ทำครัว น้ำยาซักผ้า สีบางชนิด พลาสติก ยาขัดมัน สารละลายและสารอุดฟัน (รุ่นเก่า) สารเหล่านี้มีพิษมากเพราะมันสะสมตกค้างอยู่ในร่างกาย เมื่อรับเข้าไปจะไปยึดติดกับเนื้อเยื่อ อวัยวะต่างกันไป เช่น ปรอทเข้าไปยึดกับเซลล์ประสาทส่วนกลาง อะลูมิเนียมที่เซลล์สมอง และอาจเป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคอัลไซเมอร์ส (Alzheimer’s disease) ตะกั่วไปทำลายสมองทำให้ปัญญาต่ำ เป็นโรคปัญญาอ่อนและยังไปยึดที่กระดูกยับยั้งการเติบโต แคดเมียมจะไปแทนที่สังกะสีซึ่งมีประโยชน์ และเก็บไว้ในร่างกายที่ตับและไต ทำให้ปริมาณลดลง เป็นการไปกดภูมิคุ้มกัน แคดเมียมในควันบุหรี่ ปนเปื้อนในข้าว กาแฟ ชา เครื่องดื่มหลายชนิด สารกำจัดแมลงในพลาสติก ดินและน้ำดื่ม เพื่อสุขภาพจึงควรระมัดระวังหลีกเลี่ยงไม่ให้ได้สารเหล่านี้ และมีอีกวิธีหนึ่งคือการได้รับประทานสารต้านอนุมูลอิสระ จะช่วยต่อต้านและขจัดโลหะหนักได้ ซึ่งถือว่าเป็นการป้องกัน ซึ่งสารต้านอนุมูลอิสระที่ทำหน้าที่ขจัดโลหะแต่ละชนิดโดยย่อดังนี้

-      ซิสเตอีน (cysteine) จะรวมกันทองแดงในเลือด และดึงโลหะหนักออกจากอวัยวะ
-      ซีลีเนียม กลูตาไธโอน และเมไธโอนีน (selenium, glutathione & methionine) ช่วยสลายพิษจากโลหะ วิตามินอีช่วยส่งเสริมซีลีเนียมในการสลายพิษ
-      กระเทียม จะจับตัวกับโลหะพิษเพื่อขจัดออกจากร่างกาย
-      แคลเซียม ช่วยป้องกันการจับตัวของตะกั่วในร่างกายและป้องกันการดูดซึมของอะลูมิเนียม
-      วิตามินซีในขนาดสูง ช่วยขจัดพิษและขับออกจากร่างกาย
-      สังกะสี ป้องกันการเพิ่มของแคดเมียม

8.) การละเมิดกฎธรรมชาติ ได้แก่

-      การรับประทานอาหารหรือปฏิบัติตนไม่ถูกต้อง ซึ่งปัจจุบันเป็นที่ประจักษ์แล้วว่า อาหารที่รับประทานเป็นต้นเหตุของการเสียสุขภาพและโรคเกือบทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นโรคหลอดเลือดแข็ง เบาหวาน กระดูกพรุน หรือ มะเร็ง ก็ตาม ควรเลี่ยงอาหารรสจัด ไขมันสูง โปรตีนจากเนื้อสัตว์ในปริมาณมาก และอาหารหวานจัด คาร์โบไฮเดรตเชิงเดี่ยว ไม่ควรดื่มเครื่องดื่มประเภทน้ำอัดลม ไม่รับประทานอาหารพร่ำเพรื่อ ประการสำคัญ อาหารที่รับประทานสัดส่วนของอาหารชนิดต่างๆ ควรเหมาะสม และไม่ขาดสารอาหารที่จำเป็น เช่น วิตามิน กรดไขมันจำเป็นและสารต้านอนุมูลอิสระ
-      การรับรู้สัมผัสไม่ถูกต้อง คือ การรับรู้สัมผัสทั้งห้า คือ รูป รส กลิ่น เสียง และสัมผัสที่ไม่ถูกต้อง เพราะอายุรเวท (การแพทย์แผนโบราณของอินเดีย) ถือว่า การรับรู้สัมผัสนั้นให้พลังงานอย่างละเอียดไปเสริมสร้างเนื้อเยื่อแห่งร่างกาย ชีวิต และจิตวิญญาณ เช่น การฟังดนตรีเสียงดัง จังหวะรุนแรง ฯลฯ เป็นผลเสียต่อสุขภาพ
-      การละเมิดระดับปัญญา ความคิด การพูด และการกระทำไม่ดี ความโลภ อิจฉา ความโกรธ ความกลัว หลง ความวิตกกังวล ฯลฯ เป็นผลให้เสียสุขภาพ
-      การละเมิดเกี่ยวกับเวลา ในข้อนี้มีพื้นฐานจากการที่ธรรมชาติปรับเปลี่ยนไปตามการโคจรของดวงดาว ยังผลให้โลกเปลี่ยนแปลง เช่น กลางวัน กลางคืน และฤดู บรรยากาศ (ธรรมชาติ) ของโลกก็เปลี่ยนไปด้วย รวมทั้งคนซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ ขบวนการชีวเคมีในร่างกายของเราก็ปรับเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา การปฏิบัติตน พฤติกรรม หรือวิถีชีวิตของเราที่สอดคล้องกับธรรมชาติ จึงเป็นการรักษาสุขภาพ

การละเมิดกฎธรรมชาติทั้ง 4 ข้อนั้น เป็นสาเหตุให้การดำเนินไปของร่างกาย อวัยวะ เซลล์ บกพร่องผิดพลาด ซึ่งเกิดขึ้นตั้งแต่ระดับโมเลกุลและเซลล์จนถึงอวัยวะในระบบ ทำให้ร่างกาย อวัยวะ เซลล์ได้สูญเสียความสามารถในการดำเนินไปให้ได้ผลดีตามธรรมชาติที่ได้สร้างสรรค์กำหนดไว้ให้ อายุรเวทเรียกว่า ประเกียอะปะราดห์ (pragya-aparadh) แปลได้ว่าเกิดผิดพลาดที่ภูมิปัญญา ตามธรรมชาติแล้วเซลล์และอวัยวะได้ถูกออกแบบให้ทำหน้าที่ได้ถูกต้องเหมาะสมอยู่เสมอเป็นไปตามกฎธรรมชาติ (natural law) หรือกลมกลืนกับกฎธรรมชาติที่ควบคุมจักรวาลซึ่งเราเป็นส่วนหนึ่ง เราได้รับการออกแบบให้มีชีวิตดำเนินไปตามระเบียบที่สมบูรณ์แบบ ก่อเกิดพลังงานภายในอย่างมากมายและเพื่อสุขภาพที่สมบูรณ์

9.) การออกกำลังกายมากเกินไป (Excessive exercise)
การออกกำลังกายเป็นดาบสองคม อย่าคิดว่าการออกกำลังกายอย่างเดียวนั้นเพียงพอที่จะป้องกันอนุมูลอิสระหรือมีสุขภาพได้ แต่ในทางกลับกัน การออกกำลังกายกลับไปเพิ่มระดับของอนุมูลอิสระได้เช่นเดียวกัน น.พ.เคนเนธ คูเปอร์ ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับแอโรบิคเอกเซอร์ไซส์ (aerobic exercise) และเวชศาสตร์ป้องกันได้เน้นว่า การออกกำลังกายมากรุนแรงเกินไปทำให้ร่างกายสร้างอนุมูลอิสระมากขึ้น และเสียชีวิตก่อนวัยอันควรด้วยโรคหัวใจจู่โจม (heart attack) สโตรค (stroke) และมะเร็ง โดยเฉพาะเมื่อทำต่อเนื่องเป็นปีๆ ทำให้เป็นหวัด หรือเจ็บคอ คออักเสบได้ง่าย ดังเราจะเห็นผู้ออกกำลังกายมาก เช่น นักวิ่งมาราธอนนานๆ มีหน้าตาร่างกายอิดโรย ดูแกร่งแต่หน้าแก่

ดังนั้น ควรออกกำลังกายพอประมาณ และรับประทานแอนติออกซิแดนท์เสริม โดยเฉพาะผู้ที่ออกกำลังมาก

ขอขอบพระคุณเป็นอย่างสูง
อาจารย์ ศ.นพ.เฉลียว ปิยะชน
ประธานมูลนิธิต่อต้านโรคมะเร็ง ภาคเหนือ
อาจารย์พิเศษคณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
รังสีแพทย์ โรงพยาบาลลานนา เชียงใหม่