วันอังคารที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2556

โจโฉ จอมคนในสามก๊ก



โจโฉ จอมคนในสามก๊ก

โจโฉ (ค.ศ. 155-220) เป็น “นักบริหาร” ที่ประสบความสำเร็จคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ เก่งทั้งบุ๋นและบู๊ ความสามารถของโจโฉได้รับการยกย่องทั้งด้านวรรณกรรมและการเมืองการทหาร
โจโฉในวัยเด็กเป็นคนมีปฏิภาณไหวพริบ ฉลาดแกมเจ้าเล่ห์ พลิกแพลงแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้เก่ง แต่ไม่ค่อยอยู่ในระเบียบกฎเกณฑ์ ออกแนวเด็กมีปัญหา ชอบเอ้อระเหยลอยชายไปวันๆ กับพรรคพวกร่วมก๊วนอย่างอ้วนเสี้ยว

แม้ในสายตาผู้อื่นแล้ว โจโฉจะเป็นเด็กเหลือขอเพียงใด แต่ยังมีคนที่มองเห็นศักยภาพที่ซ่อนอยู่ในตัวของโจโฉ คนผู้นั้นคือ “เฉียวเสวียน” หรือเกียวเหี้ยน (ค.ศ.108-183) เฉียวเสวียนคนนี้อายุมากกว่าโจโฉถึง 47 ปี และชื่นชมโจโฉมาก ถึงขนาดคบหากันเป็นเพื่อนต่างวัย เฉียวเสวียนเห็นว่าโจโฉนั้นไม่ธรรมดา และมักพูดกับคนรอบข้างว่า

โจโฉผู้นี้ทำงานไม่ยึดแบบแผน แม้จะเกกมะเหรกเกเรบ้างตามประสาวัยรุ่น แต่หาใช่นักเลงหัวไม้ไม่ เป็นคนมีปัญญาไหวพริบ มีหลักการ กล้าทำกล้าตัดสินใจ ในกลียุคเช่นนี้ต้องอาศัยคนอย่างเขานี่แหละ

และยังไม่เอ่ยกับโจโฉว่า “บ้านเมืองกำลังเข้าสู่กลียุค ผู้ที่จะกอบกู้บ้านเมืองได้นั้น ต้องเป็นท่านอย่างแน่นอน

            เขาเฉียว นักวิจารณ์ชื่อดังในยุคนั้น ได้วิจารณ์โจโฉว่า “ท่านนั้นเป็นยอดขุนนางยามผาสุก เป็นทรราชยามกลียุค” คำวิจารณ์นี้ทำให้ผู้คนถกเถียงกันมาเกือบสองพันปีว่า โจโฉนั้นเป็นยอดขุนนางผู้ภักดี หรือทรราชแห่งกลียุคกันแน่ ฝ่ายหนึ่งก็ว่าโจโฉเป็นยอดขุนนางค้ำชูยืดอายุราชวงศ์ฮั่นตะวันออก ฝ่ายหนึ่งก็ว่าโจโฉเป็นทรราชที่คุกคามราชบัลลังก์ ต่างฝ่ายต่างอ้างเหตุผลมาสนับสนุนความคิดของตน

            เมื่อมีอายุครบ 20 ปี โจโฉก็มีโอกาสเป็นข้าราชการฝึกหัด และได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกองเมืองลั่วหยาง (ลกเอี๋ยง) ตอนเหนือ มีหน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อยในเขตพื้นที่ เนื่องจากเมืองลั่วหยางเป็นเมืองหลวง ผู้อาศัยมีตั้งแต่ชาวบ้านธรรมดาไปจนถึงขุนนางชั้นผู้ใหญ่และราชนิกูล จะผ่อนผันกฎระเบียบก็ถูกชาวบ้านต่อว่า เข้มงวดกวดขันก็เจอเส้นก๋วยจั๊บอีก แต่โจโฉก็พยายามทำหน้าที่เป็นอย่างดี มีการเปลี่ยนแปลงตกแต่งสถานที่ทำงาน นำกระบองมาแขยนไว้ข้างประตูให้ดูขึงขังและติดประกาศไว้ว่า “ผู้ทำผิดกฎหมาย ไม่ว่ายากดีมีจน ต้องถูกลงโทษสถานหนัก

ครั้นมีผู้คิดจะลองของ คู่ความเป็นญาติผู้ใหญ่ของขันทีคนสนิทกษัตริย์เลนเต้ ถือดีว่ามีเส้นใหญ่ ดื่มเหล้าเมามายแล้วออกมาเดินโต๋เต๋บนถนน ท้าทายคำสั่งประกาศเคอร์ฟิวห้ามออกจากบ้านหลังสามทุ่มของราชสำนัก โจโฉนั้นไม่ยอมอ่อนข้อจึงจัดการประหารตามกฎหมาย นับแต่นั้นมาชื่อเสียงความเด็ดขายของโจโฉก็เป็นที่เลื่องลือ 

            เสน่ห์ของโจโฉ โจโฉเป็นตัวละครที่มีสีสันที่สุดในวรรณกรรมสามก๊ก มีอารมณ์ขันแอบซ่อนอยู่ในความเหี้ยมโหด ในเวลาปกติโจโฉมักจะหยอดล้อกับลูกน้องเพื่อฝูง มีอยู่ครั้งหนึ่งโจโฉเดินทางไปเซ่นไหว้เฉียวเสวียนเพื่อนต่างวัยที่มองเห็นความเป็นจอมคนในตัวโจโฉตั้งแต่วัยหนุ่ม โจโฉกล่าวสุนทรพจน์ในพิธีแบบเชิงหยอกล้อว่า

ตาเฒ่าเฉียวเคยแกล้งขู่ว่า “หลังข้าตายไปแล้ว หากเจ้าโจโฉเดินผ่านหลุมฝังศพข้าแล้วไม่เซ่นข้าด้วยไก่สักตัว สุราสักขวดละก็ ผ่านไปสามก้าวเกิดปวดท้องปวดไส้ขึ้นมา จะโทษข้าไม่ได้นะ” ฟังดูสนิทสนมกินใจกว่าอ่านสุนทรพจน์อย่างเป็นทางการเสียอีก

            โจโฉเป็นคนพูดจาเปิดเผย ตรงไปตรงมาไม่ปิดบังได้เขียนแถลงการณ์ฉบับหนึ่งอย่างตรงไปตรงมาว่า “เดิมทีข้าหาได้เป็นคนทะเยอทะยานมักใหญ่ใฝ่สูงไม่ มีอุดมการณ์เพียงต้องการเป็นเจ้าเมืองที่ดีคนหนึ่ง ต่อมาได้นำทัพจับศึกก็หวังเป็นแม่ทัพขุนศึก แต่สถานการณ์กลังผลักดันให้มาอยู่ในตำแหน่งนี้ ลองคิดดูว่าหากแผ่นดินนี้ไม่มีข้าสักคน ไม่รู้จะแตกแยกขนาดไหน จะมีคนเท่าใดตั้งตนเป็นอ๋อง กี่คนตั้งตนเป็นกษัตริย์ แน่นอนว่าลับหลังย่อมมีคนติฉินนินทา แต่ข้าบอกกับพวกท่านอย่างชัดเจนตรงไปตรงมาได้เลยว่า จะหวังให้ข้าปล่อยวางงานราชการ ละทิ้งอำนาจทางการทหาร กลับบ้านเลี้ยงลูกเลี้ยงหลานนั้นไม่มีทาง ทำไมน่ะหรือ..ขืนเลิกเสียตอนนี้มีหวังบ้านเมืองวุ่นวาย ซ้ำยังมีหวังถูกคิดบัญชีย้อนหลัง ฉะนั้นอำนาจในมือข้าไม่ปล่อย บ้านเมืองยังไม่สงบข้าไม่ยอมลงจากตำแหน่งอย่างแน่นอน

ด้วยนิสัยขี้เล่นมีอารมณ์ขันตรงไปตรงมานี่เองที่มีส่วนช่วยให้โจโฉประสบความสำเร็จในทางการเมือง ดังเช่น ครั้งหนึ่ง ติงเผย คนในหมู่บ้านเดียวกันกับโจโฉ เป็นคนละโมบ ขี้งก ถูกปลดจากตำแหน่งเพราะใช้อำนาจหน้าที่สลับเปลี่ยนวัวตัวผอมโซที่ตนเลี้ยงกับวัวของหลวงที่อ้วยพี พอเจอหน้ากัน โจโฉก็เรียกชื่อเล่นอย่างสนิทสนทและแกล้งถามไปว่า

ตราแต่งตั้งตำแหน่งของเจ้าไปไหนเสียแล้วล่ะ

ติงเผยตอบกลับอย่างเขินๆ ว่า “เอาไปแลกขนมเปี๊ยะมากินเสียแล้วท่าน

โจโฉหัวเราะชอบใจแล้วพูดกับผู้ติดตามว่า “มีหลายคนมาเซ้าซี้ให้ข้าลงโทษติงเผยสถานหนัก แต่ข้าว่าเจ้าแมวขโมยที่จับหนูเก่งอย่างติดเผยนี้ เก็บไว้ยังมีประโยชน์อยู่นะ

            แม้แต่จดหมายที่เป็นทางการบางครั้งก็ยังสอดใส่อารมณ์ขัน อย่างเช่น จดหมายเกลี้ยกล่อมเอี๋ยนสิง ตอนรบอยู่กับ ฮันซุย บิดาของเอี๋ยนสิงถูกโจโฉจับเป็นตัวประกัน โจโฉเขียนจดหมายไปหาเอี๋ยนสิงมีใจความว่า

“บิดาของท่านยามนี้อยู่สุขสบายดี แต่ห้องขังหาใช่สถานที่เหมาะสำหรับผู้เฒ่าผู้แก่ไม่ และประเทศก็หามีหน้าที่ดูแลบิดามารดาให้ผู้ใดนานๆ ไม่”

            โจโฉเน้นเรื่องการบริหารคน โดยเฉพาะการคัดเลือกคนที่มีความสามารถ จัดคนให้เหมาะกับงานที่มอบหมาย ถือคติว่า “ไม่ว่าแมวขาว แมวดำ จับหนูได้ก็เป็นแมวที่ดี” นั่นคือการเลือกคนจากความสามารถโดยไม่ถืออคติต่อภูมิหลัง ขอเพียงมีความสามารถตรงตามที่ต้องการ โจโฉจะเปิดโอกาสให้แสดงฝีมือเต็มที่

            การเป็นลูกน้องโจโฉต้องตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา จะมาเอ้อระเหยลอยชายไม่ได้ การแข่งขันภายในสูงมากเพราะเต็มไปด้วยคนเก่ง ความที่เป็นรักคนเก่งๆ ของโจโฉ เห็นใครเก่งก็อดไม่ได้ที่จะดึงตัวมาอยู่เป็นพวก ขนาดกวนอูฆ่าแม่ทัพนายด่านของโจโฉไปตั้งมากมายระกว่างทางกลับไปหาเล่าปี่ โจโฉยังให้อภัย หรือ เห็นจูล่งแสดงความเก่งกล้าสามารถที่เนินเตียงปันก็สั่งห้ามทหารยิงลูกเกาทัณฑ์ใส่ โจโฉจึงมีทั้งกุนซือและยอดขุนพลมากที่สุด บุคลากรที่มีคุณภาพเปรียบเสมือนทรัพยากรสำคัญขององค์กร จึงไม่น่าแปลกใจที่วุยก๊กจะเป็นกลุ่มที่เข้มแข็งที่สุดในยุคสามก๊ก
            เกณฑ์ประเมินผลที่ยุติธรรมจะเลือกที่รักมักที่ชังไม่ได้ โจโฉวัดคนจากผลงาน ใครทำถูกใจก็ได้ความดีความชอบไป ใครผิดพลาดก็ถูกลงโทษ ดังนั้นลูกน้องของโจโฉไม่ว่าเป็นใครมาจากไหนก็ได้โอกาสที่เท่าเทียมกัน

โจโฉนั้นรู้นิสัยและความสามารถของลูกน้องทุกคนเป็นอย่างดี การมีลูกน้องเก่งเพียงอย่างเดียวนั้นไม่เพียงพอ คนเป็นหัวหน้ายังจำเป็นต้องรู้จักลูกน้องอย่างลึกซึ้ง และจัดสรรหน้าที่ให้เหมาะสมกับความสามารถ

โจโฉเลือกคนไม่ยึดศักดินา ไม่ยึดพวกพ้องเครือญาติ วัดกันที่ความสามารถ แถมยังเป็นเจ้านายที่กล้าทำกล้ารับ ตัดสินใจผิดพลาดรบแพ้กลับมาก็ไม่โทษลูกน้อง รบชนะก็ยังยกความดีความชอบให้ลูกน้องอีกต่างหาก

มีคำพูดหนึ่งของโจโฉที่กลายเป็นสโลแกนประจำตัว “ข้ายอมทรยศต่อคนทั้งหล้า แต่ไม่ยอมให้ผู้ใดทรยศข้า” บ่งบอกความเป็นผู้นำแบบเผด็จการที่เก่งจนน่ากลัวได้เป็นอย่างดี

โจโฉชื่นชมคนเก่งคนมีความสามารถ แต่ไม่มีวันยอมให้คนเก่งมีความสามารถเหล่านั้นมาคุกคามตนเองได้  เพื่อบรรลุเป้าหมายในภายภาคหน้าแล้ว โจโฉมีความอดทนมากพอที่จะละเว้นโทษให้แม้แต่ศัตรูที่ฆ่าลูกอย่างเตียวสิ้ว แต่โจโฉหาได้ใจกว้างให้อภัยศัตรูไม่ เพียงแต่ว่าสถานการณ์ยังไม่อำนวยหรือยังมีประโยชน์ใช้งานได้อยู่จึงต้องละเว้นไว้ก่อน โจโฉละเว้นเฉพาะคนที่เป็นประโยชน์ต่อตัวเขาเท่านั้น ในทางกลับกัน หากทำตัวเป็นภัยคุกคามหรือหมดประโยชน์วันใด โจโฉก็ไม่ลังเลที่จะกำจัดให้พ้นทางในทันที ตัวตัวอย่างจุดจบของซุนฮกและเอียวสิ้ว

            จริงๆ แล้วโจโฉไม่ใช่คนใจจืดใจดำ ขอเพียงมีความสามารถจริงทำงานทุ่มเท รู้กาลเทศะไม่ขัดคอ ไม่ทำตัวเป็นพิษเป็นภัย โจโฉดูแลอย่างดี ดูอย่างตันหลิม ที่เป็นคนร่างจดหมายด่าโจโฉให้กับอ้วนเสี้ยวจนโจโฉเหงื่อตกใจศึกกัวต๋อ จบศึกตันหลิมถูกจับได้ โจโฉถามเพียงด่าข้าคนเดียวก็น่าจะเพียงพอ แล้วเหตุใดเจ้าต้องด่ากันถึงสามชั่วโคตรเล่า ตันหลิมสารภาพบาปไปว่า

เกาทัณฑ์ขึงอยู่บนสายแล้ว มิอาจไม่ปล่อยออกไป” ตอบแค่นี้โจโฉก็ให้อภัยแล้วซ้ำยังมอบตำแหน่งขุนนางให้อีกต่างหาก

            ชีวิตของโจโฉ ถือได้ว่าประสบความสำเร็จสูงสุด สามารถสร้างอิทธิพลครองพื้นที่หนึ่งในสามของประเทศจีน ความผิดพลาดครั้งใหญ่คือการปล่อยให้เล่าปี่หนีหลุดมือไปได้ ผลงานยอดเยี่ยมคือการรบชนะอ้วนเสี้ยวที่มีทหารมากกว่าตนถึง 10 เท่าในยุทธการกัวต๋อ พ่ายแพ้อย่างยังเยินที่สุดคือ การเสียท่าให้กับพันธมิตรเล่าปี่ ซุนกวนในยุทธการเซ็กเพ็ก ได้รับการยกย่องทั้งด้านวรรณกรรมและการบริหาร ถูกโจมตีเรื่องความโหดร้ายอำมหิต ไม่ว่าจะวิจารณ์อย่างไรล้วนแล้วแต่เป็นที่ถกเถียงกันไม่จบสิ้น เพราะเรื่องราวของโจโฉมีประเด็นให้ศึกษามากมาย แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่อาจปฏิเสธได้คือ ถ้าสามก๊กขาดตัวละครโจโฉสักคนแล้ว หนังสือสามก๊กคงขาดเสน่ห์ไปอย่างสิ้นเชิง ...

ความจำที่หายไป (เมื่อสู่วัยชรา) : วิธีป้องกันโรคสมองเสื่อม



วิธีป้องกันโรคสมองเสื่อม
๑.      ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ช่วยกระตุ้น เบรนโกร็ธแฟคเตอร์ (btain growth factor) และขบวนการทั้งหมดในการผลิตเซลล์สมองใหม่
๒.      มีสังคม คนที่ไม่ติดต่อกับสังคมไม่ว่ากับครอบครัว หรือเพื่อนฝูง มีความเสี่ยงต่อการมีปัญหาด้านความจำสูงขึ้นกว่าคนที่ติดอยู่ในสังคมอย่างเหนียวแน่น
๓.      อาหารที่รับประทาน รับประทานผักและผลไม้ให้มากเข้าไว้ ดื่มน้ำชาเขียว และอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระให้มากขึ้น เพื่อช่วยปกป้องสมองไม่ให้เกิดสนิม อาหารที่มีโอเมก้า-3 (ปลาแซลมอน, เทราท์, ทูน่า) เป็นอาหารที่ดีสำหรับสมองและความจำ
๔.     จัดการกับความเครียด เมื่อมีความเครียดสมองจะมีการหลั่ง คอร์ติโซล (cortisol) เข้าทำลายประสาทซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทำให้มีปัญหาเรื่องความจำตามมา เมื่อมีความเครียดต่อเนื่องมาระยะหนึ่ง จะรู้สึกว่ามีการจดจำอะไรบางอย่างได้ยากขึ้นกว่าเดิม
๕.     นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ การนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอเป็นเรื่องสำคัญที่จะทำให้สมองมีการรวบรวมเรื่องราวและความจำใหม่ๆ เข้าไป แล้วสามารถเรียกกลับเอามาใช้ในภายหลังได้อย่างดีขึ้น การนอนหลับไม่เพียงพอทำให้สมองสร้างสายใยประสาทในฮิปโปแคมปัสได้น้อยลง ทำให้มีปัญหาเรื่องความจำ สมาธิ และการตัดสินใจ
๖.      อย่าสูบบุหรี่ นอกจากการสูบบุหรี่จะเป็นการทำร้ายหลอดเลือดโดยตรงแล้ว ยังทำให้เกิดภาวะ stroke คือ หลอดเลือดตีบหรือแตกได้ หลอดเลือดที่ตีบแคบลงทำให้สมองได้รับออกซิเจนได้ไม่เพียงพอ
๗.     เดินเพื่อสู้โรคความจำเสื่อม นักวิจัยชี้ว่า การเดินสัปดาห์ละ ๖ – ๙ ไมล์ สามารถป้องกันเนื้อเยื่อสมองหดฝ่อตัวและความจำเสื่อมได้
สารอาหารเพื่อช่วยชะลอและป้องกันสมองเสื่อม
            วิตามิน บี นักวิจัยพบว่า วิตามิน บี ปริมาณสูงช่วยชะลอการหดตัวของเซลล์ประสาทได้ และช่วยชะลอการรุกคืบของโรคความจำเสื่อมได้ ซึ่งเป็นความหวังหนึ่งในการรักษาแบบปลอดภัยเพื่อช่วยชะลอโรคที่เกิดขึ้นมาแล้วกับผู้ป่วยที่มีความจำเสื่อมอย่างอ่อนๆ เพราะมีระดับโฮโมซีสเตอีนสูง วิตามิน บี ทำให้ให้ระดับโฮโมซีสเตอีนในร่างกายลดลงได้
            โอเมก้า-3 นักวิจัยพบว่ากรดไขมันโอเมก้า-3 ที่พบได้ในปลาทะเล, เมล็ดพืชและถั่วต่างๆ สามารถทำให้ระดับโฮโมซีสเตอีนที่อันตรายในร่างกายลดลงได้ด้วยการไปลดความว่องไวในการทำงานของเอ็นไซม์ที่จำเป็นในการสร้างกรดอะมิโนตัวอันตรายนี้
            ฟลาโวนอยด์และแอนโธไซยานิดิน นักวิจัยพบว่า การรับประทานบลูเบอรี่และสตอรเบอรี่มากๆ จะช่วยชะลออาการความจำเสื่อมของสตรีวัยชราออกไปได้อีก 2.5 ปี การได้รับแอนโธไซยานิดิน และฟลาโวนอยด์ รวมหลายๆ ชนิด มีความสัมพันธ์ในการชะลอความรุนแรงของความจำเสื่อมที่จะนำไปสู่อัลไซเมอร์ในที่สุด
            เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว หนทางที่ดีที่สุด ก็คือการป้องกันตั้งแต่เนิ่นๆ นะครับ ...
11 กันยายน 2556

วันอาทิตย์ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2556

ความจำที่หายไป (เมื่อสู่วัยชรา)



ความจำที่หายไป (เมื่อสู่วัยชรา)
            เราทุกคนคงเคยมีอาการหลงลืมบางครั้ง ลืมว่าวางกุญแจ หรือแว่นตาเอาไว้ที่ไหน บางครั้งก็ลืมชื่อหรือเบอร์โทรศัพท์คนคุ้นเคยไปเสียสนิท แต่ก็ไม่ใช่ว่าการหลงลืมเหล่านี้เกิดขึ้นเพราะว่า “เราแก่ไปเสียแล้ว” ควรทำความเข้าใจให้ได้ว่าการลืมแบบธรรมดาอาจเกิดขึ้นได้จากความเครียด หรือมีสาเหตุจากเรื่องที่กำลังกวนใจอยู่ ต่างกับปัญหาความจำเสื่อมอย่างไร
อะไรคือลืมแบบธรรมดาและอะไรที่ไม่ใช่
            คนสูงอายุมักบ่นเรื่องหลงๆ ลืมๆ พยายามที่จะเล่าเรื่องภาพยนตร์ที่ได้ดูไปแต่ก็ลืมไปว่าชื่อเรื่องอะไร หรือบางครั้งรีบเดินเข้ามาในครัวอย่างรวดเร็วแล้วก็ลืมไปแล้วว่าจะเข้ามาทำอะไรเป็นต้น เหล่านี้เป็นเรื่องน่าหงุดหงิดแต่ก็ไม่มีอะไรที่น่าเป็นห่วง
            เมื่อเราแก่ตัวขึ้น สภาพจิตใจที่เปลี่ยนแปลงไปเนื่องจากการทำงานของประสาทที่มีข้อบกพร่องเกิดขึ้น ทำให้ต้องใช้เวลานานขึ้นเพื่อทำการเรียนรู้หรือเรียกข่าวสารหรือข้อมูลต่างๆ เหล่านั้นกลับขึ้นมาไม่ว่องไวและรวดเร็วเหมือนเมื่อก่อน และมักเข้าใจผิดว่าการเชื่องช้าเหล่านี้เป็นเพราะว่าความจำเรื่องเสื่อม
(dermentia) ซึ่งคนส่วนใหญ่ถ้าให้เวลาในการคิดมากขึ้น ข้อมูลและข่าวสารเหล่านั้นก็จะกลับคืนมาได้
การหลงลืมเพราะขบวนการชราหลีกเลี่ยงได้
            สมองมีความสามารถผลิตเซลล์สมองขึ้นมาใหม่ได้ในทุกวัย ดังนั้นการหลงลืมไม่ได้เกิดจากอายุที่มากขึ้น หากเปรียบเทียบให้เข้าใจคือ เหมือนกับความแข็งแรงของกล้ามเนื้อในร่างกาย ถ้าไม่ได้ใช้มันก็จะอ่อนแอลง ดังนั้นการดำเนินชีวิต วิธีการรักษาสุขภาพ และกิจกรรมประจำวันส่งผลกระทบอย่างมากกับสุขภาพของสมอง ไม่ว่าจะอายุเท่าไร ยังมีหลายทางให้ใช้ปรับปรุงความว่องไวของความทรงจำ ป้องกันการหลงลืมและปกป้องเนื้อสมองสีเทาของเราไว้
            ไม่เพียงเท่านั้น ความสามารถหลายอย่างไม่ได้รับผลกระทบจากอายุที่มากขึ้น
            - ความสามารถในการทำบางสิ่งบางอย่างที่ทำอยู่ประจำ และยังคงทำอยู่
            - ความฉลาด และรอบรู้ที่ได้รับจากประสบการณ์ของชีวิต
            - สามัญสำนึกที่มีอยู่แต่ดั้งเดิม
            - ความสามารถในการให้เหตุผลและการตัดสินใจ
            คนส่วนใหญ่ความจำที่หายไปบางครั้งบางคราว ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตที่จะต้องวิตกกังวลมากจนเกินไป
การหลงลืมแบบปกติที่มาพร้อมกับวัยชรา
            การหลงลืมแบบปกติที่ไม่ใช่สัญญาณของการเริ่มมีความจำเสื่อม
            - ลืมว่าวางของใช้ประจำตัวเอาไว้ที่ไหน
            - ลืมชื่อคนรู้จัก หรือเรียกคนที่มีความคล้ายคลึงกันสลับกัน
            - ลืมตารางนัดหมายเป็นบางครั้ง
            - มีปัญหาในการจำบางสิ่งบางอย่างที่เพิ่งอ่านไป หรือรายละเอียดของการสนทนา
            - จิตใจว้าวุ่นสับสนได้ง่าย
            - เดินเข้าไปในห้อง แล้วยืนงงว่าจะเข้ามาทำอะไร
            - ไม่เชิงว่าจะจำเรื่องนี้ไม่ได้ “มันติดอยู่ที่ริมฝีปากนี่แหละ”
อาการหลงลืมมีผลกระทบต่อความสามารถในการทำงานหรือไม่
            อาการหลงลืมเพราะอายุมากขึ้นอาจมีผลกระทบต่อชีวิตประจำวันไปบ้างก็ไม่ก่อปัญหาอะไร แต่ถ้าอาการมีมากขึ้นเรื่องๆ และส่งผลกระทบกับการทำงาน งานอดิเรก ความสัมพันธ์ทางสังคม และครอบครัว นั้นอาจเป็นสัญญาณของโรคอัลไซเมอร์ หรือโรคอื่นๆ ที่ทำให้เกิดเป็นโรคความจำเสื่อมได้
            ความที่เปลี่ยนแปลงเพราะอายุมากขึ้น
            1. ยังสามารถทำกิจกรรมประจำได้ แม้จะหลงลืมไปบ้างบางคราว
            2. สามารถเรียกคืนหรืออธิบายลักษณะสิ่งที่หลงลืมนั้นได้ในภายหลัง
            3. อาจหลงทิศไปบ้าง แต่จำทางกลับบ้านของครอบครัวได้
            4. บางครั้งแม้หาคำพูดให้เหมาะสมไม่ค่อยถูก แต่ก็ยังคงสนทนาต่อไปได้
            5. มีการตัดสินใจในเรื่องต่างๆ ได้เหมือนที่เคยทำมา
            อาการที่อาจเป็นสัญญาณของความจำเสื่อม
            1. รู้สึกว่าการจัดการเรื่องที่เคยทำเป็นกิจวัตรเป็นเรื่องยากขึ้น หรือลืมว่าจะทำเรื่องนี้ งๆ ที่แต่ก่อนก็เคยทำมาแล้วหลายครั้ง
            2. ไม่สามารถเรียกคืนความจำ หรืออธิบายลักษณะบางสิ่งที่ลืมไปได้
            3. หลงทางไม่สามารถกลับบ้านของตัวเองได้ ไม่สามารถจดจำทิศทางได้เลย
            4. ลืมการใช้คำต่างๆ บ่อยครั้ง ใช้คำอย่างสับสนไม่ถูกต้อง พูดซ้ำคำหรือวลีเดิมๆ ในการสนทนา
            5. มีปัญหาในการตัดสินใจ อาจแสดงการตัดสินในหรือใช้คำพูดแย่ๆ ออกมา หรือปฏิบัติตัวในวงสังคมอย่างไม่เหมาะสม
                        หากว่าคนที่คุณรักมีสัญญาณเหล่านี้ออกมา อย่าเพิ่งรู้สึกโกรธหรืออารมณ์เสีย คุณจะต้องมีความอดทนอย่างมากและสังเกตอาการอย่างระมัดระวัง หรือปรึกษาแพทย์เพื่อแก้ไขหรือชะลอปัญหาโดยเร็ว
ต้นเหตุที่ทำให้สูญเสียความจำ
            ● ผลข้างเคียงจากการใช้ยา การใช้ยาหลายชนิดมีผลข้างเคียงทำให้เกิดปัญหาของความทรงจำ และหลงลืมได้ ซึ่งมักเกิดปัญหากับผู้สูงอายุ เพราะผู้สูงอายุย่อยสลายและดูดซึมยาได้ช้ามาก ส่วนใหญ่เป็นยาทั่วไปที่ให้ผลกับความจำและการทำงานของสมอง เช่น ยานอนหลับ ยาแก้แพ้ ยาโรคความดันโลหิต ยาโรคข้ออักเสบ ยาแก้ปวด เป็นต้น
            ● โรคซึมเศร้า มักเกิดเป็นปัญหากับผู้สูงอายุโดยเฉพาะอย่าง่ยิ่งถ้ามีสังคมและกิจกรรมน้อยกว่าที่เคยมีอยู่ในอดีต หรือมีการสูญเสียสิ่งสำคัญหรือสิ่งที่เป็นหลักของชีวิตไป เช่น การเกษียณอายุการทำงาน, ตรวจพบว่ามีโรคที่ร้ายแรง, สูญเสียบุคคลที่เป็นที่รัก เป็นต้น
            ● การขาดวิตามิน บี 12 ซึ่งจำเป็นและสำคัญสำหรับการทำงานของเส้นประสาทที่แข็งแรง การขาดวิตามิน บี 12 ทำให้เกิดความเสียหายต่อระบบประสาทอย่างถาวร ผู้สูงอายุมีอัตราการดูดซึมสารอาหารนี้ต่ำลง จึงเป็นเรื่องยากที่จะทำให้ได้รับวิตามิน บี 12 มากตามที่ร่างกายต้องการได้ ถ้าคุณทราบว่ามีอาการขาดวิตามิน บ 12 ตั้งแต่เนิ่นๆ ก็สามารถพลิกฟื้นปัญหาความทรงจำให้กลับคืนมาได้
            ● ปัญหาต่อมไทรอยด์ ต่อมไทรอยด์มีหน้าที่ควบคุมกระบวนการเมตาบอลิซึ่ม ถ้าขบวนการนี้ทำงานเร็วเกินไป จำทำให้รู้สึกสับสน และถ้าช้าเกินไปจะเฉื่อยชาและซึมเศร้า
            ● การดื่มแอลกอฮอล์ การดื่มมากเกินไปทำให้ให้เซลล์สมองสูญเสียความทรงจำ เพิ่มความเสี่ยงของโรคความจำเสื่อม
            ● การขาดน้ำ การขาดน้ำอย่างรุนแรงทำให้สับสน เซื่องซึม สูญเสียความจำ และอาการหลายอย่างที่คล้ายกับความจำเสื่อม การดื่มน้ำวันละ 6-8 แก้วจึงเป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะคนที่รับประทานยาขับปัสสาวะ และยาถ่าย หรือคนที่เป็นเบาหวาน น้ำตาลในเลือดสูง หรือท้องร่วง
คราวหน้าเราจะมาดูเรื่องการป้องกันโรคสมองเสื่อมกันครับ ...
26 สิงหาคม 2556

วันจันทร์ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

น้ำมันปลา ชนิด ไฮ-เอนด์ (hi-end) ประโยชน์ที่ไร้มลพิษจากทะเล



น้ำมันปลา ประโยชน์ที่ไร้มลพิษจากทะเล
        ประโยชน์ของกรดไขมันจำเป็นชนิดไม่อิ่มตัว โอเมก้า-3 ในน้ำมันจากปลาทะเลน้ำหนาว ซึ่งได้แก่ EPA ( eicosapentaenoic acid) และ DHA (docosahexaenoic acid) ในด้านการป้องกันและบรรเทาอาการโรคต่างๆ มากมาย อาทิเช่น โรคเกี่ยวกัวหัวใจ, โรคหลอดเลือด, สโตร็ค (stroke), เบาหวาน, ข้ออักเสบ, หอบหืด, โรคภูมิคุ้มกันทำร้ายตัวเอง เช่น SLE เรื้อนกวาง แม้กระทั่งโรคมะเร็ง เป็นเรื่องที่นักวิจัยยังคงทำงานอย่างต่อเนื่องเพื่อรายงานผลที่เป็นประโยชน์ต่อมนุษย์
        ผู้เชี่ยวชาญบางคนยังแนะนำให้ทุกคนรับประทานปลาทะเลอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง เพื่อประโยชน์ต่อสุขภาพของหลอดเลือดและหัวใจ และลดอัตราการเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจล้มเหลว แต่หากได้อ่านงานการศึกษาเหล่านั้นอย่างละเอียดจะเห็นว่า การรับประทานกรดไขมันโอเมก้า-3 ให้เกิดประโยชน์ตามผลงานการกับโรคหลอดเลือดหัวใจ, ข้ออักเสบรูมาตอยด์, โรคข้ออักเสบ และอื่นๆ จะแนะนำให้รับประทาน EPA และ DHA รวมกันให้ได้วันละ 2,000–5,000 มิลลิกรัม สมาคมโรคหัวใจของสหรัฐอเมริกา (The American Heart Association) แนะนำให้ผู้ใหญ่ที่ยังมีสุขภาพดีควรได้รับ EPA+DHA วันละ 650-1,000 มิลลิกรัม องค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำให้รับประทานวันละ 300-500 มิลลิกรัม
        การรับประทานปลาแต่ละชนิดก็ให้ปริมาณ EPA/DHA แตกต่างกันออกไป ยกตัวอย่างเช่น ปลาแซลมอนธรรมชาติ กินแพลงตอนและสาหร่ายทะเลที่มีกรดไขมันโอเมก้า-3 ชนิด ALA ทำให้ปลากลุ่มนี้อุดมไปด้วยกรดไขมัน EPA และ DHA ส่วนปลาแซลมอนเลี้ยงได้กินอาหารจากฟาร์มที่ทำจากถั่วเหลือง, ข้าวโพด, รำข้าว ทำให้มีไขมันที่มีโอเมก้า-6 สูง
น้ำมันปลาแคปซูลชนิด โลว์-เอนด์ (Low-End grade) และ ไฮ-เอนด์ (Hi-End grade)
        น้ำมันปลาชนิดไฮ-เอนด์ หรือบางครั้งเรียกว่า “น้ำมันปลาเกรดยา” มีปริมาณ EPA และ DHA สูงกว่าชนิดโลว์-เอนด์ การรับประทานน้ำมันปลาชนิดโลว์-เอนด์ที่ 1 แคปซูลหนัก 1,000 มิลลิกรัม จะมี EPA อยู่ 180 มิลลิกรัม และ DHA อยู่ 120 มิลลิกรัม นอกนั้นเป็นกรดไขมันหลายชนิดและคอเลสเตอรอล หากว่าต้องการรับประทานตามที่นักวิจัยแนะนำเพื่อบรรเทาอาการเจ็บป่วย เพื่อให้ได้ EPA+DHA จำนวน 1,500 มิลลิกรัม ต้องรับประทานถึง 5 แคปซูล ซึ่งอาจทำให้เรอ หรือลมหายใจมีกลิ่นคาวปลา หรืออาจทำให้ท้องร่วงเกิดขึ้น แต่การรับประทานชนิดไฮ-เอนด์นั้น ซึ่งใน 1 แคปซูลมี EPA อยู่ 330 มิลลิกรัม และมี DHA อยู่ 220 มิลลิกรัม ก็สามารถรับประทานเพียง 3 แคปซูลเกินพอ
        ความแตกต่างที่สำคัญของเกรดไฮ-เอนด์ และโลว์-เอนด์ คือ ความบริสุทธิ์ของน้ำมันปลาจากสารพิษปนเปื้อน แม้องค์การอาหารและยา (อย.) จะกำหนดมาตรฐานแสดงค่าสิ่งปนเปื้อนที่ยอมรับได้ในผลิตภัณฑ์ทุกชนิดเอาไว้แล้ว แต่มาตรฐานของโรงงานที่ผลิดน้ำมันปลาเกรดไฮ-เอนด์ สามารถมีขบวนการผลิดที่สกัดเอาสารพิษออกไปได้มากกว่า แม้จะต้องสิ้นเปลืองวัตถุดิบในการผลิตมากขึ้น (1 แคปซูลของน้ำมันปลาชนิดไฮ-เอนด์ ใช้วัตถุดิบเป็น 3 เท่าของชนิดโลว์-เอนด์ 1 แคปซูล)
โลหะหนักและสารพิษในปลาทะเล
        ในท้องทะเลอุดมไปด้วยสารพิษจากโรงงานอุตสาหกรรม, ยาฆ่าแมลงที่ไหลมาจากบนบก ปนมากับน้ำในแม่น้ำลำคลอง ในที่สุดก็จะจบลงที่ทะเล ทำให้ปลาและอาหารทะเลมีสารพิษเช่น สารปรอท, ตะกั่ว, PCBs, ไดออกซิน ปะปนอยู่ในเนื้อ ไขมัน และหนังของปลา และสัตว์ทะเล เมื่อเราบริโภคอาหารทะเลเข้าไปก็ได้รับสารพิษดังกล่าวเข้าไปด้วย
PCBs (polychlorinated biphenyls) เป็นสารเคมีที่ไม่มีสีไม่มีกลิ่น เป็นสารพิษตกค้างจากอุปกรณ์ไฟฟ้า ที่ถูกระงับใช้ในปี ค.ศ. 1976 เพราะมีความเป็นพิษต่อมนุษย์อย่างมาก แต่ก็ยังตกค้างอยู่ในสิ่งแวดล้อมอีกนานหลายปี ในที่สุดความเป็นพิษของ PCBs ก็จะสิ้นสุดที่ทะเล
สารปรอท เมื่อไปอยู่ในน้ำหรือน้ำทะเลจะถูกแบคทีเรียที่ก้นทะเลเปลี่ยนให้กลายเป็น เมททิลเมอคิวรี่ (methymercury) ซึ่งถูกใช้เป็นอาหารในห่วงโซ่อาหารชั้นล่างสุดเหมือนๆ กับแพลงตอน ปลาเล็กปลาน้อยก็จะมากิน จากนั้นปลาใหญ่ก็มากินปลาเล็กอีก คนก็กินปลาต่อไปก็ได้รับสารพิษจากปรอทโดยทั่วหน้ากัน
การปรุงอาหารให้สุกไม่สามารถทำให้พิษเหล่านี้สูญหายไปได้ PCBs สะสมอยู่ในชั้นไขมันของปลาและอาหารทะเลทั้งหลาย หากจะรับประทานปลาก็ต้องลอกหนังและชั้นไขมันออกเพื่อให้สารพิษออกไปเสียบ้าง แต่ก็ทำให้โอเมก้า-3 หรือน้ำมันปลาก็ถูกลอกออกไปด้วยเช่นกัน ส่วนสารปรอทไม่สามารถขจัดออกได้อย่างง่ายเช่นกัน จะต้องใช้ขบวนการที่เรียกว่า “โมเลกุลาดิสทิลเลชั่น (molecular distillation)” ที่อยู่ในขบวนการทำอาหารเสริมน้ำมันปลา ขบวนการนี้เป็นกรรมวิธีที่ทำภายใต้สุญญากาศ ที่อุณหภูมิต่ำมากและใช้เอ็นไซม์ที่จะเอาโลหะหนัก, ไวตามินบางชนิด และไขมันอิ่มตัวออกไป เหลือไว้แต่กรดไขมันจำเป็นโอเมก้า-3 ที่ต้องการ

อ้างอิง : Joseph C. Maroon, M.D. and Jeffrey Bost, P.A.C. Fish oil the natural anti-inflammatory, Basic Health Publications, Inc.2006